Headline

30 ประโยชน์ของการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง

30 ประโยชน์ของการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง

ก่อนที่จะกล่าวถึงประโยชน์ของการปฏิบัติธรรม เรามาทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่าการปฏิบัติธรรมคืออะไร?

การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาคือ การฝึกอบรมจิตให้เกิดความรอบรู้จนถึงที่สุดว่าอัตภาพของตนเองซึ่งประกอบด้วยรูปและนามนี้นั้นคืออะไร ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถปรับทำให้รูปและนามคือ กายและจิต นี้อยู่ในสภาพปกติได้ ไม่มีความบกพร่องทั้งทางกายและทางจิต และที่สำคัญที่สุดคือไม่ให้มีความพร่องทางจิตเกิดขึ้น ในขณะมีความพร่องทางกายหรือแม้ขณะกายจะต้องแตกดับไปก็ตามที เนื่องจากความพร่องทางจิต คือความทุกข์

ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนามีจุดประสงค์ในการปฏิบัติเพื่อความจางคลายของทุกข์ แล้วดับทุกข์ให้หมดโดยสิ้นเชิงได้ในที่สุด หากพิจารณากันแล้ว การปฏิบัติพุทธธรรมเป็นความประสงค์และจำเป็นอย่างแท้จริงของคนทุกคน โดยไม่เลือกเชื้อชาติ อาชีพ เพศ และวัยเพียงแต่ให้เขาเหล่านั้นได้เข้าใจอย่างแท้จริง เพราะทุกคนต้องการความสุขและรังเกียจทุกข์

การปฏิบัติพุทธธรรมโดยทั่วไปมักจะเข้าใจกันว่า จะต้องปฏิบัติที่วัด หรือที่สำนักที่จัดขึ้นไว้เพื่อการปฏิบัติโดยเฉพาะเป็นความเข้าใจที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเลย เมื่อความทุกข์นั้นสามารถทำให้ลดจางคลายและหมดไปได้ ไม่แต่เฉพาะในวัดและสำนักปฏิบัติเท่านั้น ดังนั้น จำเป็นอย่างไรเล่าจึงต้องรอคอยไว้ปฏิบัติธรรมตอนที่อยู่ในวัด หรือ สำนัก ปฏิบัติ ท่านทั้งหลายจงใช้ความพยายามทำความเข้าใจในหลักการปฏิบัติพุทธธรรมให้แจ่มแจ้ง แล้วท่านจะสามารถหาความสุข (คลายทุกข์) ได้ แม้ขณะท่านกำลังทำงานการตามหน้าที่ประจำวันของท่านนั่นเองความสุข และแม้นิพพานก๊มี อยู่ตรงหน้าท่านเองนั้น แหละเพียงท่านทำเหตุ (การปฏิบัติ) ให้ถูกต้องและเพียงพอ ผลที่ท่านต้องการก็จะเกิดมีขึ้นปรากฏแก่จิตของท่านตามขั้นตอน เมื่อท่านได้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม โดยไม่จำกัดกาลและสถานที่ และท่านนั่นแหละจะเป็นผู้รู้ด้วยตัวของท่านเอง ไม่ต้องให้ใครบอกหรือพยากรณ์ให้อย่างใดทั้งสิ้น

หลักการปฏิบัติพุทธธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก ทั้งวิธีปฏิบัติและความเข้าใจที่ถูกต้อง เพียงแต่ท่านเป็นคนมีเหตุมีผลใจเปิดรับสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผล ไม่ยอมทำหรือปฏิบัติตนในสิ่งนอกเหตุเหนือผล มีขันติ วิริยะ และความตั้งใจจริงพอสมควรเท่านั้น หลักการปฏิบัติพุทธธรรมที่อาตมาจะแนะนำเพื่อใช้เป็นหลักในการปฏิบัติพุทธธรรมนั้นมีอยู่เพียง 2 ข้อเท่านั้น คือ

ข้อ 1 ท่านต้องพิจารณาให้เห็นความจริงซึ่งปรากฏมีอยู่เฉพาะหน้าของท่านตลอดเวลาว่า “ทุกชีวิต ไม่ว่าคน หรือสัตว์ต่างก็มีความทุกข์ และทุกชีวิตต้องมีภาระในการแก้ทุกข์ตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นจนหลับเหมือนๆ กับตัวท่านเอง และทำอยู่อย่างนี้จนตาย” ดังนั้น การกระทำใดๆ ก็ตามที่เป็นไปเพื่อการเบียดเบียนตนเองและชีวิตอื่น ท่านต้องหยุดการกระทำนั้น ด้วยเหตุที่ท่านเองจะมีความสำนึกอยู่ในจิตส่วนลึกว่ามนษุย์คือผู้มีใจสูงและงดงามนั้น จะต้องมีการกระทำทั้งทางกาย วาจา และใจควรแก่การที่จะได้ชื่อว่า “เป็นมนุษย์” ด้วยการไม่เบียดเบียนและมีเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ชีวิตอื่น ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ก็ตาม

ข้อ 2 ขณะที่ท่านยังไม่หลับ ให้ระลึกรู้และรู้สึกตัวอยู่ทุกขณะว่า ท่านกำลังทำอะไรอยู่ ยืน เดิน นั่ง นอน คู้ เหยียดกะพริบตา อ้าปาก ฯลฯ หรือกำลังคิดนึกอะไร ดีใจ เสียใจ ง่วงเจ็บปวดอะไร ฯลฯ และมีอะไรเกิดขึ้นกับท่าน ซึ่งปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จากรอบๆ ตัว การปฏิบัติในข้อนี้คือการเจริญสติสัมปชัญญะและเข้าสู่สติปัฏฐานได้ในที่สุด

หากท่านทำได้เพียงเท่านี้อย่างสม่ำเสมอ ก็ได้ชื่อว่าท่านปฏิบัติพุทธธรรมในเบื้องต้นแล้ว ความทุกข์ที่ท่านไม่พึงปรารถนาแต่มักมาอยู่กับท่านเป็นประจำนั้น มันจะคลายลง ความเป็นคนปกติ (ที่เขาเรียกว่าคนดี มีศีล และสุข) จะเกิดมีในตัวท่านมากยิ่งขึ้นรู้จัก ตัวเองดีขี้น และท่านไม่ต้องไปถามใครหรือต้องให้ใครมาบอกว่า ท่านเป็นคนดีขึ้นแล้ว มีความสุขมากขึ้นแล้ว ความปีติ ยินดี และอิ่มใจจะเกิดมีขึ้นกับตัวของท่านเอง ท่านไม่ต้องการ แม้คำสรรเสริญใดๆ จากคนอื่น ความอิ่มเต็มของจิตทำให้ท่านไหว้ตัวท่านเองก็ได้ เพราะว่าท่านรู้ตัวของท่านเองดีกว่าคนอื่นทั้งหมดว่าท่านทำดีแล้วและเป็นคนดี ความสุข และปีติได้เกิดมีแก่ท่าน โดยไม่ต้องให้มีคนชม และก็เพียงพอแล้วสำหรับท่าน

30 ประโยชน์ของการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง

1 ความโกรธน้อยลง เห็นความไม่พอใจและละมันได้เร็วขึ้น

2 เปิดใจ ยอมรับ และเข้าใจผู้อื่นได้มากขึ้น ไม่ตัดสินถูกผิด ดีชั่วผู้อื่น

3 สนใจที่จะมองความผิดพลาดของตน แต่สนใจที่จะมองข้อดีของผู้อื่น

4 เปิดใจรับฟังมากขึ้น เป็นผู้ฟังที่ดีขึ้น ความอยากอวดภูมิรู้ของตนหมดไป

5 เป็นคนซื่อตรง ไม่โกหก หลีกเลี่ยงการนินทาว่าร้าย และไม่พูดในเรื่องไร้สาระ

6 มีความต้องการความสุขแบบโลกๆ เพื่อตัวเองน้อยลง เพราะเห็นความไร้สาระแก่นสารของโลก แต่เห็นความมีสาระแก่นสารของธรรมมากขึ้น

7 มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความสุขกับงานที่ตนทำมากขึ้น

8 ใช้ทรัพย์สินเงินทองเพื่อประโยชน์ของตนเองน้อยลง แต่กลับเสียสละทุกอย่างของตนให้ผู้อื่นได้มากขึ้น

9 สนใจพูดคุยแต่เรื่องราวอันเป็นไปเพื่อการละกิเลส ไม่สนใจในเรื่องราวที่เพิ่มกิเลส

10 ไม่จุกจิก จู้จี้ ไม่ขี้บ่น ไม่คิดมาก ไม่สับสนว้าวุ่น ไม่น้อยอกน้อยใจ และไม่อิจฉาริษยา

11 มีความละอายใจในสิ่งไม่ดีแม้เล็กน้อย มีความรักความเมตตามากขึ้น คิดถึงผู้อื่น ปรารถนาที่จะไม่เบียดเบียน และปรารถนาที่จะทำให้ผู้อื่นมีความสุขมากขึ้น

12 เห็นคุณค่าของวัตถุสิ่งของเครื่องใช้มากขึ้น เรียนรู้ที่จะใช้มันอย่างคุ้มค่า เก็บรักษา ทนุถนอม แต่ไม่หวงแหนขี้เหนียว

13 ยึดติดในผู้อื่นน้อยลง มีความเป็นอิสระจากผู้อื่นมากขึ้น มีความอยากให้ผู้อื่นเข้าใจตนน้อยลง

14 หลับสบาย ไม่ว้าวุ่นใจ ตื่นนอนเป็นเวลา สามารถกำหนดเวลาตื่นได้

15 ไม่ยึดติดในความเป็นบวกเป็นลบ และความเป็นคู่ทั้งหลาย เห็นความธรรมดาของโลกสมมุติอันเป็นสิ่งปรุงแต่ง หาสาระแก่นสารที่แท้จริงมิได้

16 ร่วมหมู่คณะตามกาลเทศะ หากมันนำมาซึ่งประโยชน์ทางธรรม ไม่คลุกคลีตามอำเภอใจอันเป็นไปเพื่อการปรารภโลก จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการ มองตน เรียนรู้ตน และแก้ไขข้อผิดพลาดของตนเอง

17 เห็นแจ้งและรับรู้สัมผัสในความงามและคุณค่าของธรรมชาติได้มากขึ้น มีความรักความกตัญญูต่อธรรมชาติมากขึ้น

18 ไม่มีความต้องการที่จะสะสมอะไร จะมีสิ่งใดก็คำนึงถึงประโยชน์แก่ผู้อื่น ไม่ทุกข์ไปกับสิ่งนั้น และไม่ยึดติดในความเป็นเจ้าของ

19 เมื่อมีความปรารถนาในสิ่งใด มักได้ในสิ่งนั้น เพราะความปรารถนานั้นเป็นไปด้วยความพอเหมาะพอควรแก่เหตุปัจจัย และไม่เป็นไปเพื่อการได้ ดี มี เป็นของตน

20 เห็นอุปสรรคและปัญหาไม่ใช่สิ่งที่เป็นปัญหา กลับเป็นเรื่องสนุก เป็นหนทางแห่งการฝึกตน เป็นหนทางแห่งปัญญา

21 ไม่ยินดีในคำสรรเสริญ ไม่ยินร้ายในคำนินทา

22 มีโอกาสพบกับผู้รู้และ พบครูผู้ชี้ทางให้เจริญยิ่งขึ้น

23 เห็นสรรพชีวิตเสมอภาคกันเป็นเพื่อนกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ แบ่งเขาแบ่งเรา แบ่งภพแบ่งภูมิ รักและปรารถนาดีต่อทุกๆชีวิตได้เสมอกัน

24 ไม่คิดที่จะควบคุม หรือเปลี่ยนแปลงผู้อื่น ยอมรับในความเป็นตัวตนของผู้อื่น และตนเป็นที่พึ่งของตนมากขึ้น

25 มองเห็นคุณค่าของทุกๆสิ่งรอบตัว ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

26 เข้าใจถึงผลและวิบากที่จะเกิดของทุกๆการกระทำได้มากขึ้น

27 ตระหนักถึงความตายและความไม่เที่ยงแท้ของชีวิตมากขึ้น เห็นคุณค่าของชีวิต และดำรงตนอยู่ด้วยความไม่ประมาท ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์

28 มีความคิดสร้างสรรค์ คิดที่จะยังประโยชน์แก่ผู้อื่น ไม่ติดในกรอบหรือจารีต แต่ก็ไม่ปฏิเสธต่อต้าน แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด มีความคิดเป็นเหตุเป็นผลและเป็นระบบอันละเอียดอ่อนลึกซึ้งมากขึ้น

29 ไม่มีความรู้สึกโดดเดี่ยว หรืออ้างว้างเดียวดาย มีแต่ความเบาอิสระ และหนักแน่น มั่นคง

30 มีความรู้ตัว รู้เท่าทันกายใจของตนเองอยู่ตลอดเวลา

ที่มา: www.suandharm.com / dhammajak2500
ภาพ: www.pixabay.com 

เพื่อนอาวุโส - Smart Senior