Headline

ธรรมะเบื้องต้น ของพุทธศาสนิกชน

ธรรมะเบื้องต้น

วัยอาวุโส คงเป็นช่วงวัยที่เราเริ่มพิจารณาเรื่องธรรมะอย่างจริงจังมากขึ้น เหตุผลที่แต่ละคนหันหน้าเข้าสู่รสพระธรรมนั้นคงแตกต่างกันไป และเชื่อแน่ว่าระดับการเข้าถึงซึ่งรสพระธรรมของแต่ละปัจเจกบุคคลคงแตกต่างกันออก ถ้าเพื่อนอาวุโสมีโอกาสได้นั่งคุยเรื่องธรรมะกันในหมู่เพื่อนสนิทก็คงจะเคยสัมผัสถึงระดับความแตกต่างในการเข้าใจธรรมะของแต่ละคนกันมาบ้าง

ในวันนี้เพื่อปรับระดับความเข้าใจ กลุ่มเพื่อนอาวุโสขออนุญาตย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกสักครั้ง โดยจะว่าด้วยเรื่องการปฏิบัติต้นเบื้องต้นของพุทธศาสนิกชน

การฝึกปฏิบัติตามวัฒนธรรมชาวพุทธ คือ ฝึกเพื่อละจากความชั่ว แล้วตั้งอยู่ในคุณธรรมความดี ยังจิตของตนให้ผ่องใสอยู่เสมอ และในท่ามกลางที่เศรษฐกิจและสังคมที่มีแต่ความตึงเครียด ธรรมะถือว่าเป็นที่พักใจได้ โดยเฉพาะท่ามกลางกระแสวิกฤตจากโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อเนื่องด้านเศรษฐกิจ อาจทำให้เพื่อนอาวุโส หรือผู้คนในสังคมมีความตึงเครียดมากขึ้น การย้อนสู่เบื้องต้นของธรรมะอาจจะช่วยจรรโลงจิตใจให้ผ่องแผ้วยิ่งขึ้น

ตามหลักการปฏิบัติตนในเบื้องต้นของชาวพุทธนั้น ควรปฏิบัติให้เหมาะสม

1. การให้ทาน
2.การถือศิล
3. การศึกษาธรรมะ

การให้ทาน

การให้ทาน ได้แก่ การสละทรัพย์สิ่งของสมบัติของตนที่มีอยู่ให้แก่ผู้อื่น โดยมุ่งหวังจะจุนเจือให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ และความสุขด้วยความเมตตาจิต ของตน ทานที่ได้ทำไปนั้น จะทำให้ผู้ทำทานได้บุญมากหรือน้อยเพียงใด ย่อมสุดแล้วแต่องค์ประกอบ 3 ประการ ถ้าประกอบถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบทั้ง 3 ประการต่อไปนี้แล้ว ทานนั้นย่อมมีผลมาก ได้บุญบารมีมาก กล่าวคือ

– องค์ประกอบข้อที่ 1 “วัตถุทานที่ให้ต้องบริสุทธิ์”

วัตถุทานที่ให้ ได้แก่ สิ่งของทรัพย์สมบัติที่ตนได้สละให้เป็นทานนั้นเอง จะต้องเป็นของที่บริสุทธิ์ได้จะต้องเป็นสิ่งของที่ตนเองได้แสวงหา ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ในการประกอบอาชีพ ไม่ใช่ของที่ได้มาเพราะการเบียดเบียนผู้อื่น เช่น ได้มาโดยยักยอก ทุจริต ลักทรัพย์ ฉ้อโกง ปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ ฯลฯ ผู้อื่น

– องค์ประกอบที่ข้อ 2 “เจตนาในการสร้างทานต้องบริสุทธิ์”

การให้ทานนั้น โดยจุดมุ่งหมายที่แท้จริงก็เพื่อเป็นการขจัดความโลภความตระหนี่เหนียวแน่น ความหวงแหนลงใหลในทรัพย์สมบัติของตน อันเป็นกิเลสหยาบ คือ “โลภกิเลส” และเพื่อเป็นการสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขด้วย เมตตาธรรมของตน อันเป็นบันไดก้าวแรกในการเจริญเมตตาพรหมวิหารธรรมในพรหมวิหาร 4 ให้เกิดขึ้น ถ้าได้ให้ทานด้วยเจตนาดังกล่าวแล้ว เรียกว่าเจตนาในการทำทานบรฺสุทธิ์

– องค์ประกอบข้อที่ 3 “เนื้อนาบุญต้องบริสุทธิ์”

คำว่า “เนื้อนาบุญ” ในที่นี้ได้แก่ บุคคลผู้รับการทำทานของผู้ทำทานนั้นเอง นับว่าเป็นองค์ประกอบข้อที่สำคัญที่สุด แม้ว่าองค์ประกอบในการทำทานข้อที่ 1 และข้อที่ 2 จะงามบริสุทธิ์ครบถ้วนดีแล้ว กล่าวคือวัตถุที่ทำทานนั้นเป็นของที่แสวงหาได้มาด้วยความบริสุทธิ์ เจตนาในการทำทานก็งามบริสุทธิ์ แต่ตัวผู้ที่ได้รับการทำทานเป็นคนที่ไม่ดี ไม่ใช่ผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์ เป็นเนื้อนาบุญที่เลว ทานที่ทำไปนั้นก็ไม่ผลิดอกออกผล

 

ธรรมะเบื้องต้นการถือศีล

“ศิล” นั้นแปลว่า “ปกติ” คือ สิ่งหรือกติกาที่บุคคลจะต้องระวังรักษากาย วาจา ใจ ไม่ให้ทำร้ายผู้ใดหรือสัตว์ใด จนเกิดความลำบากเดือดร้อนหรือล้มตาย โดยรักษาตามเพศและฐานะ ศีลนั้นมีหลายระดับคือ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 และศีล 311 การถือศิลนี้เป็นการเพียรพยายามเพื่อระงับกอเลสหยาบมอให้กำเริบขึ้น และเป็นการบำเพ็ญบุญบารมีที่สูงขึ้นกว่าการให้ทาน ในเบื้องต้นโดยทั่วไป เราควรมีศีล 5 ซึ่งเป็นคุณธรรมที่เป็นปกติของมุนษย์ที่จะต้องทรงไว้ให้ได้ตลอดไป ดังนั้นบุคคลที่ไม่มีศีล 5 ไม่เรียกว่ามนุษย์

ศีลข้อที่ 1 ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ศีลข้อที่ 2 ไม่ฉ้อโกงลักขโมย
ศีลข้อที่ 3 ไม่ประพฤติผิดลูกเมีย-ผัว ผู้อื่น
ศีลข้อที่ 4 ไม่โกหกหลอกลวง
ศีลข้อที่ 5 ไม่เกี่ยวข้อกับสิ่งเสพติดของมึนเมาให้โทษ

การรักษาศีลทำได้ 2 วิธี คือ

การอธิษฐานศีล คือ การตั้งใจด้วยตัวเองว่าจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบรูณ์

การสมาทานศีล คือ การรับศีลจากพระภิกษุสงฆ์

การรักษาศีลควรเลือกปฏิบัติตามความหเมาะสม อย่าให้เกิด เป็นความยึดติดรูปแบบ จนชีวิตดูอึดอัดแปลกปยกจากครอบครัวและสังคมที่เราอยู๋ ให้สอดคล้องกลมกลืนไปกับธรรมชาติ กำดำเนินชีวิต และการใช้ชีวิตในสังคมแต่ก็ไม่ควรปล่อยปละจนกลายเป็นไม่เห็นความสำคัญของศีล เลย


ธรรมะเบื้องต้นการศึกษาธรรมะ

ธรรมะที่องค์พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงนั้น มีทั้งธรรมะในเบื้องต้น ธรรมะในระดับกลาง และธรรมะขั้นสูงสุด ซึ่งการที่เราจะเข้าใจธรรมะขั้นใดนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โดยถึงแม้เรายังไม่สามารถเข้าใจธรรมะในขั้นสูงสุดได้ แต่เราก็สามารถเข้าใจธรรมะในขั้นกลางหรือเบื้องต้นได้ทั้งนั้น

ดังนั้นเราจึงไม่สามารถที่จะอ้างได้ว่าเราไม่ทำการศึกษาธรรมะ เพราะยังไม่เข้าใจธรรมะได้เลย

ธรรมะที่เป็นหลักใหญ่ในพระพทธศาสนา คือ อริยสัจ 4 คือ ความจริง 4 ประการ ซึ่งได้แก่

ทุกข์ ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย ซึ่งมีเป็นธรรมดาของชีวิตและความเศร้าโคก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ซึ่งมีแก่จิตใจและร่างกายเป็นครั้งคราว ความประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักที่พอใจ ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจ มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ซึ่งก็คืออุปทานขันธ์ทั้ง 5 นั่นเอง

สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา ความดิ้นรน ทะยานอยากของจิตใจ คือ ดิ้นรนทะยานอยาก เพื่อที่จะได้สิ่งปรารถนาอยากได้ ดิ้นรนทะยานอยากเพื่อจะเป็นอะไรต่างๆ ดิ้นรนทะยานอยากที่จะไม่เป็นภาวะที่ไม่ชอบต่างๆ

นิโรธ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับตัณหา ความดิ้นรนทะยานอยากดังกล่าว

มรรค ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ ทางมีองค์ 8 คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ อาชีพชอบ เพียรพยายามชอบ สติชอบ ตั้งใจชอบ

ดังนี้ จะเห็นได้ว่า ธรรมะที่องค์พระอรหันสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสแสดงไว้นั้น เป็นความจริงทุกประการ แต่การที่เราจะ เข้าใจได้ทั้งหมดนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย การที่เราศึกษาธรรมะ ก็เป็นการทำเพื่อพัฒนาจิตใจของเราให้ดียิ่งขึ้นจนถึงกระทั่งสามารถที่จะเข้า ใจหลักธรรมะของพระองค์ได้จนกระทั่งเข้าสู่จุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา นั่นก็คือ นิพพานนั่นเอง

ที่มา: กระทรวงวัฒนธรรม

อ่านเรื่องราวสัพเพเหระอื่นๆ ได้ที่ เฟซบุ๊ค “เพื่อนอาวุโส”
https://www.facebook.com/seniorsfriendship