Headline

ธรรมะสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ สู้ภัยโควิด-19

ธรรมะสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ สู้ภัยโควิด-19 แบบ New Normal

โควิด-19 พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส – ช่วงเวลา ฝึกสติ สร้างภูมิคุ้มกันทางกาย ใจ ข้อดีของโควิด-19 อีกด้านหนึ่งของสถานการณ์อันวิกฤต ที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึง ขยายความโดย พระไพศาล วิสาโล

 

1. โอกาสเรียนรู้…ยอมรับความเป็นจริง

แต่ก่อนเราคิดว่าเราเอาชนะโรคติดเชื้อได้แล้ว เพราะเรามียาปฏิชีวนะ เรามีวัคซีน ไข้ทรพิษก็สูญพันธุ์ไปแล้ว ต่อไปโรคอื่นก็จะสูญพันธุ์ไปด้วย เช่น โปลิโอ วัณโรค มาลาเรีย

ตอนนี้เราไม่มีความทะเยอทะยานอย่างนั้นแล้ว เรายอมรับความเป็นจริงว่าโรคติดเชื้อมันจะอยู่คู่กับมนุษย์ไปตลอด เพียงแต่ว่ามันจะมาในรูปแบบไหนเท่านั้นเอง

 

2. โอกาสฝึกฝน…เจริญสติ

แต่ก่อนนี้เราเอามือแตะใบหน้า เช็ดถู ลูบคลำ เกา ตอนนี้เราทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว จะทำแบบนั้นได้ก็ต้องล้างมือก่อน แบบนี้มันก็ทำให้เราระมัดระวังมากขึ้น ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เรามีสติในการดำเนินชีวิต

จากเดิมที่เราเคยเกา สัมผัสใบหน้า ชั่วโมงละ 15-20 ครั้ง ตอนนี้เราก็มีสติมากขึ้น เป็นโอกาสที่จะได้เจริญสติ

 

ตอนนี้ข่าวทะเลาะเบาะแว้งระหว่างประเทศก็น้อยลง อเมริกา-อิหร่านก็เลิกทะเลาะกัน ในเมืองไทยข่าวการเมืองน้อยลงไปเยอะ พรรคฝ่ายค้าน พรรครัฐบาล ทะเลาะกันไม่มีใครสนใจแล้ว ตอนนี้มันตกใจจนจะประสาทอยู่แล้ว ประมาทก็ไม่ดี ประสาทก็ไม่ถูก


3. โอกาสแสดงความเอื้อเฟื้อ…ให้แก่กันและกัน

มันไม่ได้มีแค่เชื้อโคโรนาไวรัสที่ระบาด โควิด-19 มันก็แค่เป็นภัยต่อร่างกายเรา แต่ความกลัวมันบั่นทอนจิตใจ เป็นอันตรายต่อจิตใจ ถึงขั้นสามารถทำลายความเป็นมนุษย์ของเราได้ เห็นแก่ตัว รังเกียจเหยียดหยามผู้คนที่เราระแวงว่าจะติดเชื้อ กวาดต้อนซื้อยา หน้ากากอนามัย ทั้งที่อาจจะไม่จำเป็นสำหรับคนที่ไม่ป่วย

 

ตอนนี้หน้ากากขาดตลาด จนกระทั่งคนป่วยวัณโรค ปอดบวม ไข้หวัดใหญ่ คนดูแลผู้ป่วยไม่มีหน้ากาก ร้ายกว่านั้นคือหมอพยาบาลไม่มีหน้ากากใช้ เขาถึงเตือนในอเมริกาว่าคนที่ไม่ป่วยอย่ากวาดซื้อหน้ากาก เพราะคนที่จำเป็นจริง ๆ จะไม่ได้ใช้

 

ถ้ามองในแง่นี้เชื้อโควิดน่ากลัวน้อยกว่าความกลัวเชื้อโควิด ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำก็คือทำอย่างไร นอกจากระวังไม่ให้เชื้อโควิดเข้าสู่ร่างกายเราแล้ว ต้องระวังไม่ให้ความกลัว ตื่นตระหนก มันเข้าสู่จิตใจเราด้วย ตรงนี้ต้องช่วยกันทำ

 

แนวทางการวางใจ ยามเจอปัญหาใหญ่

เวลาเราเจอปัญหาต่างๆ สิ่งแรกที่เราต้องทำเพื่อ “วางใจ” ให้ถูก คือ ต้องไม่ประมาท

ขณะเดียวกัน เมื่อเราตื่นตัว ไม่ประมาทแล้ว เราก็ต้องระวังไม่ให้การตื่นตัวนั้นไปถึงขั้น “ประสาท” เรียกว่า “ประมาท ก็ไม่ดี ประสาท ก็ไม่ถูก”

 

ยกตัวอย่างเช่น การที่เราออกไปข้างนอก กลับมาบ้านแล้วไม่ล้างมือ หรือเอามือจับหน้าจับตาเป็นประจำ หรือการเดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยง พอกลับมา ก็บอกตัวเองและคนรอบข้างว่าไม่มีอะไร และใช้ชีวิตตามปกติ พฤติกรรมนี้อาจเป็นอันตรายทั้งต่อตนเองและคนอื่นที่มาปฏิสัมพันธ์กับเราได้

ถ้าเราประมาท เราก็จะเป็นคนแพร่เชื้อเสียเอง ทั้งแพร่ให้กับคนที่เรารัก คนทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเราก็ได้

 

การไม่ประมาทนี้ ก็อย่าให้ถึงขั้น “ประสาท”

เพราะมันจะสร้างปัญหาอีกแบบหนึ่ง ประสาท คือ การตื่นกระหนก ตกใจ ซึ่งมันสร้างความทุกข์ให้กับตัวเอง สร้างปัญหาให้คนอื่น

เชื้อโควิดมีความอันตราย แต่อย่างไรมันก็มีความน่ากลัวน้อยกว่า “ความกลัวเชื้อโควิด-19”

 

ความกลัวเชื้อโควิด-19

แล้วเชื้อความกลัวนี่เอง ที่ทำให้เรามีอาการรังเกียจ เหยียดหยาม คนที่เรากังวลว่าเขาติดเชื้อหรือไม่

อย่ามองคนด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม จนลืมว่า เขาคือมนุษย์

ทันทีที่เรามองเขาว่าเขาไม่เป็นมนุษย์ ความเป็นมนุษย์ในตัวเราก็หายไปด้วย ทำให้เราขาดความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ไปโดยไม่รู้ตัว

ใช้สถานการณ์โควิด-19 ระบาด เป็นเวลาแห่งการฝึกสติ สร้างภูมิคุ้มกันร่างกายและจิตใจ

ฝึกเจริญสติ

วิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังทำให้เกิดโอกาสที่ทุกคนจะได้ฝึกเจริญสติในชีวิตประจำวัน

อย่างแต่ก่อนนี้เราเอามือแตะใบหน้า เช็ดถู ลูบคลำ เกา ตอนนี้เราทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ต้องพยายามเตือนตัวเอง มีสติรู้ เพียงแค่ยกมือจะจับหน้าก็ต้องรู้แล้วว่าทำไม่ได้ คนที่ฝึกสติในแนวทางหลวงพ่อเทียน จะได้เปรียบและรู้ดีในเรื่องนี้ เพราะได้ผ่านการฝึกสติโดยการเคลื่อนไหวมือ เวลายกมือให้รู้ตัว ให้ชะงัก ยั้งมือไว้ได้ทัน

การมีสติจึงเป็นเรื่องสำคัญในการรับมือกับวิกฤตนี้อย่างแท้จริง

 

บริหารจัดการอารมณ์ตน

วิกฤตการระบาดของเชื้อโควิดนี้ มันมาเปลี่ยนวิธีการที่ผู้คนจะบริหารจัดการอารมณ์ตัวเองไปด้วย

 

อย่าง ญาติโยมที่จะมาฝึกจิตใจ โดยมาร่วมคอร์สปฏิบัติธรรม ก็ไม่สามารถมาทำได้ เพราะถือเป็นการมาชุมนุมและสร้างความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ

หรือบางคน เมื่อเครียดก็ไปเดินห้าง ไปดูหนัง ในตอนนี้ก็ทำไม่ได้แล้วหรือแม้แต่ โดยปกติทั่วไปของมนุษย์ หากต้องการกำลังใจ ก็มักจะกอด แตะ สัมผัสตัว หรือไปพบปะพูดคุยกัน เพื่อให้กำลังใจ ตอนนี้ก็ทำไม่ได้

 

เรียกว่า สถานการณ์โควิดนี้ มันเรียกร้องให้เราทำสิ่งตรงข้ามทั้งหมด จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่คุ้นเคยเท่าไรนัก

ขณะเดียวกัน เป็นสิ่งที่เรียกร้องให้เราต้องปฏิบัติตัวแบบใหม่ ซึ่งล้วนแล้วเป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย ทั้งการห้ามเอามือสัมผัสใบหน้า ไปจนถึงการเก็บตัวอยู่ในบ้าน ไม่ไปสุงสิงกับใคร ซึ่งไม่ใช่วิสัยหรือธรรมชาติของมนุษย์ โดยเฉพาะเวลามีภัย

 

นอกจากนี้ ต้องฝึกสติ ต้องเตรียมตัวรับวิกฤตที่อาจจะรุนแรงขึ้น ในขณะที่เรายังมีเวลาฝึกได้

 

เรียนรู้สัจธรรมแห่งชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร สถานการณ์โควิด มีเกิดก็ต้องมีดับ ต้องมีวันที่สงบลง นี่คือสิ่งที่แน่นอนเที่ยงแท้ แต่อย่างไรก็ดี เหตุการณ์นี้ มันก็มาบอกชาวโลกว่า วิกฤตโรคติดเชื้อ เป็นปัญหาที่เราทุกคนหลีกไม่พ้น

 

สร้างภูมิคุ้มกันกายใจ

แม้จะดูเป็นเรื่องร้าย แต่ในเรื่องร้ายย่อมมีเรื่องดีให้เรียนรู้ คือ เชื้อโรคมันทำอะไรเราไม่ได้ถ้าเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี ตอนนี้มีคนมากมายที่มีเชื้อโรคอยู่ในตัวแต่ไม่ล้มป่วย นั่นเพราะคนนั้นมีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่บกพร่อง

 

และเช่นกัน ภูมิคุ้มกันสามารถเกิดขึ้นที่ใจได้ และมีผลช่วยไม่ให้ใจเราทุกข์ได้ด้วย บางครั้ง เกิดความสูญเสีย เจ็บช้ำน้ำใจจากการต่อว่าด่าทอ แต่เราไม่ทุกข์ก็ได้ นั่นเพราะเรามี “ภูมิคุ้มใจ”. คือ สติ ที่เป็นเครื่องรักษาจิตใจให้ดีได้ ช่วยทำให้ความทุกข์ไม่สามารถทะลุทะลวงเข้ามาในจิตใจของเราได้

พระพุทธเจ้า พระองค์เปรียบ สติ เหมือน ทหารหรือยามเฝ้าประตูเมือง เมืองนี้คือ “จิตตนคร”

 

พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้บทเรียนชีวิตที่ไม่มีใครหลีกหนีได้พ้น

ดังนั้น สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงเป็นบทเรียนชีวิตที่มาเตือนให้มนุษย์เราเห็นว่า ต่อไปเราต้องเจอกับเชื้อโรคอีกมากมายที่จะรุกล้ำเข้ามาทำให้เราป่วยได้ทั้งกายและใจ

แต่ตราบใดที่เรามีภูมิคุ้มกันร่างกายที่ดีเชื้อโรคก็ไม่สามารถมาทำอันตรายเราได้ เช่นกันกับ ต่อไป เราต้องเจอกับความทุกข์อีกมากมาย ตลอดชีวิตของเรา แต่ความทุกข์นั้นจะไม่สามารถทำให้จิตใจเราหม่นหมองลงได้ ถ้าเรามี ภูมิคุ้มกันจิตใจ หรือ ภูมิคุ้มใจ ที่ดี “มีสติ” แน่นอนว่าเราอาจจะทุกข์แต่พอถึงจุดหนึ่งเราก็จะกลับมาเข้มแข็งได้เหมือนเดิมในอีกไม่ช้าไม่นาน

ขอบคุณข้อมูล ทรูปลูกปัญญาดอทคอม