Headline

แลมบ์ดา ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ วัคซีนที่มียังเอาอยู่ไหม ?

แลมบ์ดา โควิดสายพันธุ์ใหม่

แลมบ์ดา ไวรัสก่อโควิด 19 สายพันธุ์ใหม่ พบแล้วกว่า 31 ประเทศ ระบาดหนักในอเมริกาใต้ สามารถแพร่ระบาดได้มากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม แล้ววัคซีนที่มี ยังเอาอยู่ไหม ?

แลมบ์ดา ไวรัสกลายพันธุ์ ที่น่าจับตา 
ในขณะที่ทั่วโลกต่างก็ต้องรับมือกับการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ที่ก่อให้เกิดโรคโควิด 19 (COVID-19) สิ่งที่น่ากังวลก็คือการกลายพันธุ์ของไวรัส ที่ก่อให้เกิดไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ๆ ซึ่งมีความร้ายยิ่งกว่าไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิม ซึ่งที่ผ่านมาสาธารณสุขในประเทศต่าง ๆ พยายามเฝ้าระวังไวรัสสายพันธุ์ที่มีความรุนแรง อาทิ สายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) และสายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กลับมีไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ทั่วโลกกำลังจับตา นั่นก็คือ สายพันธุ์แลมบ์ดา (Lambda) ที่พบครั้งแรกในประเทศเปรู และกำลังระบาดไปทั่วโลกโดยเฉพาะในทวีปอเมริกาใต้

แลมบ์ดา ไวรัสก่อโควิด 19 สายพันธุ์ใหม่
แลมบ์ดา คือชื่อโคโรนาไวรัสที่มีการกลายพันธุ์ มีชื่อรหัสคือ C.37 พบครั้งแรกในประเทศเปรู เมื่อเดือนสิงหาคม 2563 โดยปัจจุบันพบว่ามีการระบาดในวงกว้าง มีรายงานเคสผู้ป่วยที่เกิดจากสายพันธุ์แลมบ์ดาใน 31 ประเทศด้วยกัน รวมถึง สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์

แลมบ์ดา เขื้อกลายพันธุ์ที่ต้องให้ความสนใจ
แม้จะมีการพบเชื้อกลายพันธุ์นี้ครั้งแรกตั้งแต่ปลายปี 2563 แต่องค์การอนามัยโลก (WHO) เพิ่งจัด แลมบ์ดา ให้อยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่ต้องให้ความสนใจ (Variant of Interest : VOI) เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2564 หลังพิจารณาแล้วว่าสายพันธุ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อลักษณะของไวรัสนั้น รวมถึงการแพร่เชื้อ ความรุนแรงของโรค ความสามารถในการหลบหนีต่อระบบภูมิคุ้นกัน ตลอดจนการวินิจฉัยและการรักษา

นอกจากนี้สายพันธุ์นั้น ๆ จะถูกจัดเป็นสายพันธุ์ที่ต้องให้ความสนใจ เมื่อพบว่าเป็นสาเหตุของการระบาดในชุมชนอย่างมีนัยยะสำคัญ หรือทำให้เกิดคลัสเตอร์หลายกลุ่มในหลายประเทศ มีสัญญาณให้เห็นถึงผลกระทบต่อการแพร่ระบาดในอนาคต

แลมบ์ดา ไวรัสกลายพันธุ์น้องใหม่ ที่น่าจับตา
จนถึงขณะนี้ แลมบ์ดามีการตรวจพบในกว่า 31 ประเทศทั่วโลก และมีการแพร่ระบาดระดับสูงในทวีปอเมริกาใต้ โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ติดเชื้อสายพันธุ์แลมบ์ดาถึง 81% ของผู้ป่วยโควิด 19 ในเปรู ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตมากที่สุด และในชิลีมีผู้ป่วยโควิด 19 ที่ติดเชื้อสายพันธุ์แลมบ์ดาราว 1 ใน 3 ของผู้ป่วยทั้งหมด

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ สายพันธุ์แลมบ์ดามียีนกลายพันธุ์บนโปรตีนที่เป็นส่วนหนามของไวรัส ซึ่งจากบทความที่ตีพิมพ์ลงวารสาร Genomics ฉบับเดือนกรกฎาคม 2564 ระบุว่า การกลายพันธุ์ดังกล่าวของสายพันธุ์แลมบ์ดา ทำให้ไวรัสสายพันธุ์นี้มีความสามารถในการแพร่ระบาดของเชื้อเพิ่มขึ้น และลดประสิทธิภาพแอนติบอดีบางตัวในการยับยั้งไวรัส

วัคซีน mRNA ยังเอาอยู่
แม้จะมีความกังวลว่าการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นอาจลดทอนประสิทธิภาพของแอนติบอดีในวัคซีนโควิด 19 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่า การกลายพันธุ์นี้ทำให้แลมบ์ดาสามารถก่อโรคที่มีความรุนแรงกว่าเดิม หรือลดทอนประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

ขณะที่เอกสารงานวิจัยอีกฉบับที่เผยแพร่ลงคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ biorxiv ชี้ว่าแม้ไวรัสสายพันธุ์นี้อาจทำให้แอนติบอดีจากวัคซีนมีประสิทธิภาพต่ำลง แต่วัคซีนชนิด mRNA ก็ยังมีความสามารถในการรับมือต่อสายพันธุ์นี้ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com